รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ และรับทำ SEO เชียงใหม่ ปรึกษาก่อนทำจริงฟรี โทร.093-2451009
วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ ร้านปักหมวก เชียงใหม่ โทร.093-2451009
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ ร้านปักหมวก เชียงใหม่ โทร.093-2451009
http://webdesignchiangmai.com/logo-blog.html
วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ โทร.093-2451009
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ ร้านปักหมวก เชียงใหม่ โทร.093-2451009
http://webdesignchiangmai.com/logo-blog.html
วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ ร้านปักหมวก เชียงใหม่ โทร.093-2451009
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ ร้านปักหมวก เชียงใหม่ โทร.093-2451009
วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ โทร.093-2451009
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ ร้านปักหมวก เชียงใหม่ ร้านปักอาร์ม เชียงใหม่โทร.093-2451009
http://webdesignchiangmai.com/logo-blog.html
วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559
วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ เราพร้อมให้บริการออกแบบ พัฒนา วิเคราะห์ จัดทำเว็บไซต์อย่างครบวงจร สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว เราเป็นทีมงานที่มีประสบการณ์การทำเว็บไซต์มาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี เรามีบริการหลากหลายให้เลือกมากมาย ทีมงานรับทำเว็บไซต์ในราคาถูกมาก เริ่มต้นเพียงแค่ 5500 บาทพร้อมโฮสติ้ง พร้อมโดเมน ท่านจึงไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายได้ส่วนนี้อีก จึงง่าย สะดวกมาก ๆต่อท่าน ทีมงานรับเว็บไซต์ เชียงใหม่.
วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ โทร.093-2451009
ร้านปักเสื้อ เชียงใหม่ ร้านปักหมวก เชียงใหม่ ร้านปักอาร์ม เชียงใหม่ โทร.093-2451009
วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
คำสั่ง display: block และ display: inline ของ CSS
วันนี้เราทีมงานรับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ จะมาเสนอคำสั่ง display: block และ display: inline ของ CSS
จากคราวที่แล้วเราได้เรียนรู้ถึงลักษณะการแสดงผลของแท็กแบบ Block และแท็กแบบ Inline ที่แตกต่างกัน ถ้าจะให้เนื้อหาครอบคลุมและมีความต่อเนื่องอีกซักหน่อยก็คงต้องพูดถึงคำสั่ง display ของ CSS ด้วย
จากคราวที่แล้วเราได้เรียนรู้ถึงลักษณะการแสดงผลของแท็กแบบ Block และแท็กแบบ Inline ที่แตกต่างกัน ถ้าจะให้เนื้อหาครอบคลุมและมีความต่อเนื่องอีกซักหน่อยก็คงต้องพูดถึงคำสั่ง display ของ CSS ด้วย
ค่าหลักๆที่เราใช้กันสำหรับคำสั่ง display คือ block และ inline ซึ่งเดาไม่ยากว่าต้องมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกับแท็ก HTML แบบ Block และ Inline อย่างแน่นอน ประโยชน์ของค่า block และ inline ของคำสั่ง display ก็คือ คุณสามารถเปลี่ยนคุณลักษณะการแสดงผลของแท็กแบบ Block ให้เป็นเหมือนกับแท็กแบบ Inline และในทางกลับกันคือให้คุณสามารถเปลี่ยนคุณลักษณะของการแสดงผลของแท็กแบบ Inline ให้เป็นเหมือนกับแท็กแบบ Block ได้
display: inline
แท็กที่เป็นแบบ Block พอถูกใส่คำสั่ง display: inline เข้าไป ลักษณะการแสดงผลบนหน้าเว็บบราวเซอร์ก็จะเปลี่ยนเป็นแบบ Inline ทันที นั่นคือข้อความในแท็กนั้นจะไม่ขึ้นบรรทัดใหม่, ความกว้างของแท็กจะยาวเท่ากับความยาวของข้อความ และค่าอื่นๆไม่ว่าจะเป็นจากคำสั่ง margin-top, margin-bottom, padding-top หรือ padding-bottom จะไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่น
เมื่อคุณต้องการให้ข้อความในแท็กแบบ Block ที่คุณใช้เรียงขึ้นไปแสดงเป็นแถวเดียวกัน เช่น <h4>The No.1 Browser</h4><h3>Google Chrome</h3> แต่เมื่อเราใส่คำสั่ง CSS นี้เข้าไป
h3, h4 {
display: inline;
}
การแสดงผลของหน้าเว็บจะเปลี่ยนไปเป็นดังรูปนี้
เมื่อคุณต้องการให้ข้อความในแท็กแบบ Block ที่คุณใช้เรียงขึ้นไปแสดงเป็นแถวเดียวกัน เช่น <h4>The No.1 Browser</h4><h3>Google Chrome</h3> แต่เมื่อเราใส่คำสั่ง CSS นี้เข้าไป
h3, h4 {
display: inline;
}
การแสดงผลของหน้าเว็บจะเปลี่ยนไปเป็นดังรูปนี้
display: block
แท็กที่เป็นแบบ Inline เมื่อใช้คำสั่ง display: block แท็กนั้นก็จะได้ลักษณะการแสดงผลบนหน้าเว็บบราวเซอร์แบบ Block กล่าวคือข้อความในแท็กนั้นจะขึ้นบรรทัดใหม่ทันที, ความกว้างและความสูงในตอนแรกจะยังเหมือนเดิม แต่คราวนี้คุณจะสามารถใช้คำสั่ง width และ height เพื่อระบุขนาดของกล่องข้อความได้ และคำสั่งใดๆที่เกี่ยวกับ margin-top, margin-bottom, padding-top และ padding-bottom จะเริ่มมีผลทันที
ตัวอย่างเช่น
เมื่อคุณต้องการให้ข้อความในแท็กแบบ Inline ที่คุณใช้ขึ้นบรรทัดใหม่ เช่น <h4>The No.1 Browser <a href=”http://www.google.com/chrome” title=”Google Chrome”>Google Chrome</a><h4> การแสดงผลบนหน้าเว็บบราวเซอร์จะเป็นเช่นนี้ แต่พอเราใส่คำสั่ง CSS นี้เข้าไป
a {
display: block;
background: #660;
}
การแสดงผลของหน้าเว็บจะเปลี่ยนไปเป็นดังรูปนี้
เมื่อคุณต้องการให้ข้อความในแท็กแบบ Inline ที่คุณใช้ขึ้นบรรทัดใหม่ เช่น <h4>The No.1 Browser <a href=”http://www.google.com/chrome” title=”Google Chrome”>Google Chrome</a><h4> การแสดงผลบนหน้าเว็บบราวเซอร์จะเป็นเช่นนี้ แต่พอเราใส่คำสั่ง CSS นี้เข้าไป
a {
display: block;
background: #660;
}
การแสดงผลของหน้าเว็บจะเปลี่ยนไปเป็นดังรูปนี้
ในกรณีของแท็ก <a> นี้ ถ้าคุณเพิ่มคำสั่ง width และ height เข้าไปด้วย นอกจากคุณจะได้กล่องข้อความในแท็ก <a> ตามขนาดที่ต้องการแล้ว ขอบเขตการคลิกได้ก็จะกว้างขึ้นตามขนาดไปด้วย
a {
display: block;
background: #660;
width: 200px;
height: 100px;
}
a {
display: block;
background: #660;
width: 200px;
height: 100px;
}
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆในเบื้องต้นของการประยุกต์นำคำสั่ง display: block และ display: inline ไปใช้ แต่ผมต้องบอกกันนิดนึงนะครับว่าการที่เราใช้คำสั่งนี้ในการเปลี่ยนลักษณะการแสดงผลของแท็กที่ต้องการเป็นแบบ Block หรือ Inline นั้น ไม่ได้เปลี่ยนความเป็นแท็กแบบ Block หรือ Inline จริงๆของแท็กนั้นนะครับ แต่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนการแสดงผลบนหน้าบราวเซอร์เท่านั้นเอง
ไหนๆก็พูดถึงคำสั่ง display: block และ display: inline แล้วจะไม่พูดถึงคำสั่ง display: none ก็กระไรอยู่ งั้นผมขอแถมให้อีกนิดนึงนะครับ คำสั่ง display: none นี้มีผลทำให้ข้อความในแท็กที่ถูกสั่งด้วยคำสั่งนี้ไม่แสดงบนหน้าเว็บบราวเซอร์ครับ เช่นเมื่อคุณต้องการซ่อนข้อความในแท็ก <a> คุณก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยการเปลี่ยนคำสั่ง display: block; ให้เป็น display: none; ดังนี้
a {
display: none;
background: #660;
width: 200px;
height: 100px;
}
a {
display: none;
background: #660;
width: 200px;
height: 100px;
}
โดยส่วนตัวผมจะใช้คำสั่ง display: none กับกล่องข้อมูลใหม่ที่เพิ่มเข้าไปในหน้าก่อนวันกำหนดขึ้นเพื่อทดลองวางตำแหน่งให้ได้ตามที่ต้องการและซ่อนข้อความใหม่นั้นไม่ให้คนอ่านทั่วไปเห็น และเมื่อถึงวันที่จะต้องนำขึ้นจริงก็แค่ปรับค่าเป็น display: block ครับ
ข้อควรระวังสำหรับการใช้คำสั่ง display: none ก็คือ คุณสามารถซ่อนข้อความในแท็กที่ต้องการไม่ให้ผู้อ่านทั่วไปเห็นบนเว็บบราวเซอร์ได้ แต่คุณไม่สามารถซ่อนจากการค้นหาของ bot จากเหล่า Search Engine ที่เข้าไปเก็บข้อมูลบนหน้าเว็บของคุณได้นะครับ และหากผู้อ่านของคุณรู้จักปิดการใช้ CSS ของหน้าได้ข้อความที่ซ่อนไว้ก็จะปรากฏให้เห็นได้ครับ แนะนำให้ใช้ในระยะเวลาไม่นานครับ และเมื่อไม่ใช้ข้อความในแท็กที่ว่าแล้ว ก็ควรลบแท็กข้อความที่ว่าออกจากหน้าเว็บไปเลยครับ
ที่มา.margin0auto.wordpress.com
วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ โทร.093-2451009
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ เราพร้อมให้บริการรับทำเว็บไซต์ ออกแบบ พัฒนา วิเคราะห์ ทั้งหมดหน้าเว็บไซต์ โค้ด และระบบทุกรูปแบบ พร้อมก้าวไปพร้อมกันอย่างมั่งคง ทันสมัย ก้าวไปก่อนใคร สามารถติดต่อสอบถามได้โทร.093-2451009 อีเมล์.wdchiangmai@gmail.com ไลน์.metha-pun รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่
วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ ราคาถูก ดีไซน์สวยงาม ได้งานคุณภาพ จากทีมงานคุณภาพ มากผีมือ ประสบการณ์สูง จากทีมงานมากความสามารถ จากตำแหน่งงานโดยตรง โทร.093-2451009
วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ โทร.093-2451009
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ พร้อมให้บริการรับออกแบบ พัฒนา วิเคราะห์งานเว็บไซต์อย่างครบวงจร เรามีทีมงานพร้อมให้บริการ และเดินไปพร้อม ๆกับท่าน พร้อมพัฒนาสู่เป้าหมายอย่างมั่งคง กว้าวไปตลอดไป รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่
วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่
รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่ เราพร้อมให้บริการออกแบบ พัฒนา วิเคราะห์ จัดทำออกแบบเว็บไซต์ในแนวทางของคุณที่คุณต้องการมากที่สุด ตรงต่อการใช้งานมากที่สุด และทันสมัยมากที่สุด พร้อมกับความสวยงาม เราทีมงานรับทำเว็บไซต์จึงมีความมุ่งมั่งตั้งใจพัฒนางานให้ก้าวสุดความทันสมัย โดยคุณภาพงานสร้างสรรค์ รับทำเว็บไซต์ เชียงใหม่
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
เจาะลึก 3 เทคนิคพื้นฐาน On-Page SEO ตัวสำคัญในปี 2016 !!!!
ในการทำ SEO นั้น เมื่อได้ศึกษาเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ จะรู้สึกเหมือนมันมีเทคนิค มีวิธีการ มีคำศัพท์ หรือมีอะไรที่ซับซ้อน ให้เราเป็นต้องเกิดความสงสัย ต้องค้นคว้า และเอามาทดลองอยู่ตลอด … แต่ไม่ว่าเทคนิคจะมีมากมาย หรือ ซับซ้อนแค่ไหน สุดท้ายแล้ว เราก็ยังจำเป็นต้องยึดเอาเทคนิคพื้นฐาน ไว้ก่อนเป็นหลัก
มีเพื่อนผมถามว่า SEO มันยุ่งยากขนาดนั้นเลยหรอ … ผมเองก็ตอบไปว่า เอาจริงๆวิธีการที่ผมใช้ทำอยู่ มันก็คือ แค่ทำความเข้าใจ SEO Onpage / Offpage พื้นฐาน แล้วก็เอามาประยุกต์ใช้มันนิดหน่อย ไม่ได้ใช้วิธีการอะไร ที่ยุ่งยากซับซ้อนนักหรอก (ยิ่งกับ Google ในปัจจุบัน ที่มันเน้นความมีคุณภาพเป็นหลัก)
ในบทความหนึ่งของ Niel Patel (ผมขอเรียก ป๋า Niel ละกัน) ซึ่งแกเป็น กูรูด้าน Online Marketing & SEO Expert ชื่อดังระดับโลก ที่ผมติดตามอยู่ … ได้นำเสนอเนื้อหา เทคนิคการทำ SEO ที่มันโดนใจผมเป็นอย่างมาก คือ มันเป็นอะไรที่ตรงกับเทคนิคที่ผมใช้ทำ SEO อยู่ในปัจจุบัน
แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า 3 สุดยอด แผนการทำ SEO แบบเรียบง่าย ที่คุณอาจจะลืมไป
Onpage SEO – 3 เทคนิคพื้นฐานสำคัญ ที่คุณไม่ควรมองข้าม
ในบทความที่ท่านจะได้อ่านด้านล่างนี้ ผมขออนุญาต นำประเด็นที่ ป๋า Niel เขียนไว้ มาต่อยอดขยายความ ให้ได้เข้าใจกันถึง พื้นฐานใน 3 ปัจจัย Onpage SEO ที่ผมถือว่าเป็นตัวสำคัญมาก ในรูปแบบ เจาะลึก (ทะลุใจ) นะครับ 555+
พื้นฐาน On-Page SEO #1 : User Experience สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ไม่ควรมองข้าม
การทำ SEO ที่ดี ต้องคำนึงถึง User Experience (UX) ในที่นี้คือ การใช้งานของผู้ที่เข้าชมเว็บ (Visitor)
คุณไม่สามารถทำ “Good SEO” ได้ ถ้าปราศจาก “Good User Experience”
“Good SEO” ต้องมี “Great Content” (ที่เป็นประโยชน์ต่อ User)
“Good SEO” ต้องมี “Functional Site” (Site ที่ไม่มี Error ต่างๆมากวนใจ User)
“Good SEO” ต้องมี “Logical Site Navigation” (เมนู + ลิงค์ ง่ายต่อการคลิกของ User)
“Good SEO” ต้องมี “Relevant Keywords” (คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง คำที่ User ใช้ค้นหา)
" การยกระดับ User Experience ของเว็บไซต์ ถือเป็นการยกระดับการทำ SEO ของคุณ "
เรื่องของ User Experience นี้ Google เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ (จริงๆให้ความสำคัญมานานแล้ว) แต่คนทำ SEO ส่วนใหญ่ มักจะไม่ค่อยได้พูดถึงกัน … ถ้าให้อธิบายถึง ประสบการณ์การใช้งาน หรือ User Experience นี้ ขอบเขตของมัน จะเป็นไปตามภาพด้านล่าง
จากภาพ เมื่อผมได้ดูอย่างละเอียด (ไม่รู้ว่า คุณคิดเหมือนผมหรือเปล่า)
แน่นอนว่า … สิ่งแรกที่ชวนให้คิด ก็คือ “สีสันมันสวยดีนะ สีสายรุ้งสดใสทีเดียวเชียว ฮาฮา”
และสิ่งต่อมาที่ผมคิด คือ “มันแปลว่าอะไร ??” , “ไม่รู้เรื่อง …” , “คืออารัย ??” , “ไม่เข้าใจ…”
OK … เรื่องภาพ ขอใส่ไว้สำหรับ ปรับอารมณ์ให้สดใส เฉยๆละกันนะครับ
ส่วนเรื่อง User Experience สำหรับ Onpage SEO นั้น ผมขออธิบายแบบง่ายๆ คือ
• เนื้อหา (Content) : สร้างขึ้นเพื่อให้คนจริงๆอ่านและมีคุณค่า คือเมื่ออ่านแล้ว ผู้เข้าเว็บควรได้รับอะไรกลับไปบ้าง เช่น ได้รับประโยชน์ , ได้รับความรู้ , ได้รับความบันเทิง , ได้รับคำตอบจากคำถามที่เค้าพิมพ์ถาม Google เป็นต้น
• หน้าตาเว็บ (Design) : เว็บที่หน้าตาไม่ขี้เหล่จนเกินไป หรือถ้าดูสวยงามได้ก็จะยิ่งดี ที่สำคัญคือ ให้ดูแล้วเหมาะสม เข้ากับเนื้อหาในเว็บ ไม่ว่าจะเป็น การจัดวาง Layout ของส่วนต่างๆในเว็บ , การเลือกใช้ Font , สีสัน , ไปจนถึง การจัดวาง Text พารากราฟในบทความ หรือ Image เป็นต้น
• ฟังก์ชั่นต่างๆและการใช้งาน (Usability & Functionality) : ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เรียบง่าย เว็บโหลดไวๆ
กล่าวโดยสรุปคือ
การทำ SEO ที่ดี ต้องคำนึงถึง คนจริงๆเป็นหลัก (ไม่ใช่ SEO แบบกูจัดหนักเพื่อ Google เท่านั้น)
เพราะ UX (User Experience) คือ กุญแจดอกสำคัญ สำหรับการทำ SEO ในปัจจุบันและอนาคต
พื้นฐาน On-Page SEO #2 : Title Tag พื้นๆที่ไม่ควรมองข้าม
คำว่า Title Tags ผมเชื่อว่า คนทำ SEO น่าจะรู้กันดี แต่จะขออธิบายขยายความเพิ่มเติมสำหรับมือใหม่
Title Tags คือ ชื่อหน้าของเว็บเพจ นั้นๆ ซึ่งโดยปกติจะแสดงผลอยู่ด้านบนสุดของ Browser
ถ้าหน้าเว็บเป็นหน้า HOME – Title Tags ก็คือ ชื่อเว็บ เช่น
หน้าแรกของเว็บนี้ Title Tags คือ WebBastard.Net | แหล่งความรู้ SEO & Internet Marketing
ถ้าหน้าเว็บเป็นบทความ – Title Tags ก็คือ ชื่อของโพสแต่ละบทความ เช่น
บทความนี้ Title Tags คือ [เจาะลึก] 3 เทคนิคพื้นฐาน On-Page SEO ตัวสำคัญในปี 2016
เทคนิคพื้นฐานเกี่ยวกับ Title Tags ที่ควรรู้
• ความยาวของ Title Tags ควรอยู่ที่ 10-70 characters (ปกติ Google จะแสดง Title บนหน้า SERPs แค่ 70 ตัวอักษร ถ้ายาวเกินนั้นมันตัดทิ้งไม่แสดงให้เห็น … นั่นสื่อเป็นนัยยะได้ว่า Google มันไม่ชอบให้ยาวเกินไป)
• อย่าลืมใส่ Keyword ลงไปใน Title Tags (มันสำคัญมาก)
• แต่ อย่า Spam ใส่ Keyword (ลงไปในไตเติ้ล … เพราะเกิ้ลเค้าไม่ชอบ)
• ถ้าเป็นไปได้ หาก ใส่ Keyword ในตำแหน่งต้นๆ ของ Title Tags ได้ ก็จะดีมาก
• ควรตั้งชื่อ Title Tags สำหรับคนอ่าน (ไม่ใช่ตั้งเพื่อจะเน้นสำหรับ Google อย่างเดียว)
• แพทเทินที่ดี ต่อการตั้ง Title Tags คือ “Keyword Rich Title | Brandname”
• ไม่จำเป็นว่าต้องเอา เพียงแค่เฉพาะ Keyword เท่านั้นมาตั้งเป็นชื่อ
• แต่ควรตั้งชื่อ Title Tags อย่างสร้างสรรค์ (ตั้งให้อย่างมีชั้นเชิง ดูมีกึ๋น)
" การตั้งชื่อ Title Tags อย่างชาญฉลาด จะมีผลเป็นอย่างมากในการช่วยเพิ่มค่า CTR (Click Throught Rate) ซึ่งค่า CTR นี้เอง แม้เหล่าผู้เชี่ยวชาญ SEO ในต่างประเทศ จะออกมาบอกว่า มันไม่ใช่ปัจจัยที่ Google นำมาใช้จัดอันดับเว็บ แต่ผมมีความเชื่อส่วนตัว ว่า Google นำมาใช้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการจัดอันดับในหน้าแรก)"
ผมขอยกตัวอย่าง แบบง่ายๆ ที่เห็นได้ชัดๆ ดูจากภาพ ใน Keyword “การทำ SEO”
จากภาพ เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า
1. ตัว Keyword ต้องมีอยู่ใน Title และถ้าจะให้ดีคือ วางอยู่ตำแหน่งแรกๆ (ตำแหน่งต้นๆของ Title)
2. ถ้าจะทำ Keyword “การทำ SEO” ไม่จำเป็นว่าต้องตั้งชื่อแค่ “การทำ SEO” เฉยๆ
3. การตั้งชื่อ Title ที่มันชวนให้คลิก (แต่ไม่ Over จนเกินไป) เป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยเพิ่มค่า CTR ได้
ตัวอย่างการตั้งชื่อ Title อย่างมีกึ๋น
เช่น ผมตั้งชื่อโพสว่า “การทำ SEO ให้เว็บติดอันดับ 1 บน Google ด้วยเงิน 0 บาท”
มีแฟนเพจ ได้ Inbox มาบอกว่า … “ขนาดผมรับทำ SEO ได้อ่าน Title คุณแล้ว ยังต้องคลิกเข้ามาเลย !!”
(แน่นอนว่า ชื่อที่ผมตั้ง มันให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่ ท้าทาย หรือ ชวนน่าสงสัย … ตั้งชื่ออย่างมีชั้นเชิง)
4. ในยุคสมัยนี้ เป็นยุคแห่ง Semantic Search ดังนั้น การตั้งชื่อ Title ควรมองให้กว้างกว่าแค่ Keyword หลัก
จากสถิติของ ► Ranking Factor 2015 ◄ เว็บที่ติดอันดับหน้าแรก จะมีค่า CTR เฉลี่ยอยู่ที่ 9%
โดยที่ อันดับ 1 ค่า CTR เฉลี่ยจะอยู่ที่ 32% และ อันดับ 10 ค่า CTR เฉลี่ยจะอยู่ที่ 3%
กล่าวโดยสรุปคือ
ในเรื่องของ Onpage SEO การตั้งชื่อเว็บหรือชื่อบทความ (Title) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เป็นอันดับ 2 รองมาจาก Content ส่วนตัวแล้วสำหรับผม มองว่า Title Tags มันเปรียบเสมือน เข็มทิศ ที่จะช่วยนำทางให้กับ Google ในการจัดอันดับเว็บไซต์ ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณนำมาประยุกต์ มันก็จะสามารถกลายเป็นข้อความโฆษณา เพื่อใช้เชิญชวนให้ผู้ค้นหาคลิกเข้าเว็บเราได้
" ถ้าคิดจะปรับ Onpage SEO แล้วละก็ อย่าลืมให้ความสำคัญกับ Title Tags ให้มากๆ หาไอเดียตั้งชื่ออย่างสร้างสรรค์ "
พื้นฐาน On-Page SEO #3 : More Content ยิ่งมาก ยี่งดี
ในอดีตเรามักจะได้ยินคำกล่าวในทำนองที่ว่า “อัดบทความไปเยอะๆ หลายๆบทความ ช่วยได้ !!”
ในปัจจุบันเราอาจจะได้ยินคำกล่าวทำนองที่ว่า “บทความขอให้คุณภาพ ไม่จำเป็นต้องมีมากก็ได้”
ส่วนตัวเราผู้ฟัง ก็คิดทำนองที่ว่า “ตกลงจะเอาไงกันแน่ว่ะ … กูสับสน!!”
ผมขอคลายความสับสน ของผู้ที่อาจกำลังสับสน ในเรื่องของ “More Content” ดังนี้ครับ
More Content ยิ่งมากยิ่งดี ในที่นี้ผมขอแยกเป็น 2 ส่วน
– ในมุมมองของ Quality : คุณภาพ Content ยิ่งมากยิ่งดี
– ในมุมมองของ Quantity : จำนวน Content ยิ่งมากยิ่งดี
1. คุณภาพของ Content (Quality)
นอกเหนือจากประเด็นในเรื่องของ Relevant หรือ ความสอดคล้องกับ Keyword แล้ว
ในเรื่อง Onpage ผมเชื่อว่ายังมีนักทำ SEO หลายคน (โดยเฉพาะมือใหม่) ที่มีความเข้าใจว่า …
การเขียนบทความยาวๆ มี Text มากๆ
การเขียนบทความที่ Unique ไม่ได้ Copy ใครมา
การใส่รูปเยอะๆ หรือ ใส่คลิปวีดีโอลงไปด้วย ประกอบในเนื้อหา
การใส่ Internal Links ให้มีการเชื่อมโยงระหว่างหน้าต่างๆในเว็บ
แล้วจะทำให้จะทำให้ Google ชอบ !! Google จะมองว่า Content เรามีคุณภาพ
เทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นนั้น … ต้องยอมรับว่ามันเป็น เทรนด์การทำ SEO ที่กำลังนิยมในปัจจุบัน ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงนั่น … มันยังถือว่าไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด!! …เพราะเทคนิคเหล่านั้น มันใช้ได้กับเฉพาะ เว็บที่จัดอยู่ในลักษณะรูปแบบของ Blog
ใครที่กำลังหลงใน SEO Trend ถ้าได้อ่านบทความนี้แล้ว ลองปรับความคิดใหม่นะครับ ^_^
เพราะตัวผมเอง ก็เคยคิดแบบนี้มาก่อน แต่ภายหลังผมเกิดความสงสัย และ ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูว่า …
– ถ้าเป็นเว็บไซต์ประเภท Ecommerce เว็บขายของ แล้วจะปรับ SEO Onpage ยังไงดี ?
– ถ้าเป็นเว็บบริษัท ที่ไม่ค่อยมีข้อมูล ไม่มี Text มากมายที่จะนำมาใส่ในเว็บ แล้ว SEO Onpage จะทำแบบไหน ?
– ทำไมบางเว็บ ดูแล้วไม่เห็นมีบทความยาวๆเลย กลับติดหน้าแรกใน Google ได้ ?
– ทำไมบางเว็บ Copy บทความจากเว็บอื่นมาแบบทั้งหมด กลับติดหน้าแรกใน Google ได้ ?
ข้อสงสัยเหล่านี้ ผมได้คำตอบ จากการศึกษา คู่มือ Quality Rater Guidelines (อย่างละเอียด)
ซึ่งผมได้ทำบทสรุปไว้คร่าวๆ ในบทความ ► Quality Content ในสายตา Google (ตอนที่ 2)
คุณภาพของ Content ในแต่ละหน้าเว็บหนึ่งๆ Google จะตัดสินจากการดูว่า เนื้อหาที่นำเสนอนั้น ตอบโจทย์ตามวัตถุประสงค์ของการสร้างหน้าเว็บนั้นๆขึ้นมา มากน้อยแค่ไหน และมันมีประโยชน์ มีคุณค่า หรือ ตอบโจทย์ต่อผู้ค้นหาแค่ไหน หากเทียบกับเว็บอื่นๆ (ในคำค้นหาเดียวกัน)
โอเคผมเข้าใจ แต่ผมไม่เชื่อหรอก … แล้ว Google มันจะรู้ได้ไงว่า เว็บไหนตอบโจทย์ เว็บไหนดีจริง
บทความไหนสุดยอด เป็นคำตอบจริงๆของคนค้นหา … ของแบบนี้มันต้องให้คนที่เข้าเว็บมา เป็นผู้ตัดสินเองสิ !!
ถูกต้องแล้วครับ นั่นหมายถึง ผู้ประเมินคุณภาพของเว็บ คุณภาพของเนื้อหา ก็คือคนเข้าเว็บ (Visitor) จริงๆนั่นเอง
“อย่าดูถูกเกิ้ล” … อารมณ์ประมาณดูคลิป #อย่าดูถูกกู ของหม่อม (ขอไม่เอาคลิปแปะนะ ไปค้นดูเอง)
อย่าลืมว่า … ทุกวันนี้ Google พยายามที่จะหาทางคิดให้เหมือนมนุษย์มากที่สุด ด้วยเหตุผลนี้เอง Google จึงมีปัจจัยกลุ่มหนึ่งที่ (น่าจะ) นำมาใช้เป็นส่วนช่วยในการจัดอันดับเว็บ ที่เรียกว่า “User Signal” หรือ “สัญญาณจากพฤติกรรมของผู้ใช้งาน” (SEO ฝรั่ง เค้าใช้คำว่า “Dwell Time“)
ซึ่งในที่นี้ คือ ข้อมูลสถิติต่างๆของคนค้นหาที่เข้าเว็บ (Visitor) นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น
ค่า CTR , Bounce Rate , Time on Site , Page Views , Behaviour Flow
(ส่วนตัวแล้ว ค่า User Signal นี้ ผมมองว่า มันน่าจะมีส่วนเชื่อมโยงกับปัจจัยในกลุ่มของ Social Signal ด้วยนะ เช่น การ Like, การ Share เป็นต้น เพราะถือเป็น พฤติกรรมของ User เหมือนกัน)
ผมขออนุญาตนำโพสของ อ.ตาม แห่ง อาศรมลาปเป็ด ปรมจารย์ด้าน SEO ของไทย
ที่ได้แนะนำไว้ถึงเรื่อง “การวัดค่าคุณภาพของเว็บไซต์” มานำเสนอนะครับ
ที่ อ.ตาม ได้แนะนำจะดูจาก Alexa แต่สำหรับ Google เอง ค่าสถิติต่างๆในกลุ่ม User Signal นี้
เราสามารถดูได้จาก Google Search Console และ Google Analytic นั่นเอง
(นี่เป็นอีกเหตุผล ที่ว่าทำไมเค้าถึงแนะนำคนทำ SEO ควรใช้เครื่องมือสองตัวนี้)
(อ.ตาม เปิดคอร์สสอน SEO ทุกเดือนนะ ใครสนใจเรียน ติดต่อได้ที่เพจ ► อาศรมลาปเป็ด SEO School)
แม้จะยังไม่มีการยืนยัน เป็นที่แน่นอนว่า Google ได้ใช้ค่าสถิติเหล่านี้ ไปใส่ใน Algorithm แล้วนำมาใช้ เป็นปัจจัยหนึ่งในการจัดอันดับเว็บไซต์ … แต่มีคนทำ SEO บางคน บางกลุ่ม (รวมถึงตัวผมด้วย) ที่มีความเชื่อว่า “User Signal” นี่แระ ใช่เลย … มันช่วยเรื่องการจัดอันดับเว็บอย่างแน่นอน
" มีน้องแฟนเพจ คนหนึ่ง ได้ Inbox มาถามว่า พี่ค่ะ ทำไมเว็บพี่ หนูเข้ามาแล้ว … มันออกยากจัง ยังกะเขาวงกต หรือ กาวดัก(ตัว)หนู เลยนะค่ะ ผมก็หัวเราะ แล้วส่ง /smile ไปสั้นๆ พร้อมกับคิดในใจว่า หึหึ…เป็นไปตามแผน "
" นั่นเพราะ เทคนิคการใส่ Internal Link (อย่างมีสติ) เพื่อการเชื่อมโยงเนื้อหาระหว่างกันภายในเว็บ … ซึ่งมันจะมีส่วนช่วยในเรื่องของ Behaviour Flow และ Time on Site ช่วยเพิ่มสัญญาณบอก Google ว่า เว็บนี้มีคุณภาพ "
กล่าวโดยสรุป
พวกเราคงจะเคยได้ยิน และเข้าใจกันในทำนองว่า
– Google ชอบ บทความยาวๆ
– Google ชอบหน้าเพจที่มีการ ใส่รูป ใส่คลิป
– Google ชอบบทความที่ให้ประโยชน์ต่อผู้อ่าน ดูมีคุณค่า มีความเชี่ยวชาญ
– Google ชอบเห็นการใส่ Internet Links เชื่อมโยงระหว่าง Content แบบฉลาดๆ
แท้จริงแล้ว คำกล่าวเหล่านั้น มันไม่ใช่ Google ชอบ หากแต่มันจะช่วยเพิ่มค่า Time on Site
(ระยะเวลาที่ Visitor อยู่บนเว็บของเรา) ซึ่งเป็นปัจจัยในกลุ่ม User Signal นั่นเอง
" ในการทำ SEO … คุณภาพ Content ยิ่งมีมาก ยิ่งดี แต่ต้องมาก ในทางสร้างสรรค์ และมีประโยชน์ ^_^ (don’t be wordy , be useful) "
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559
ร้านปักหมวก เชียงใหม่ โทร.093-2451009
ร้านปักหมวก เชียงใหม่ พร้อมให้บริการปักเสื้อ ปักโลโก้ ปักอาร์ม ปักตาลปัตร ปักย่าม ปักตรสัญลักษณ์ จากช่างที่มีประสบการณ์ เครื่องจักรที่ทันสมัย ได้งานคุณภาพ ราคาถูก โทร.093-2451009 ไลน์.metha-pun
http://webdesignchiangmai.com/logo-blog.html
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559
กูเกิลผนวกอัลกอริทึม Panda เข้ากับอัลกอริทึมหลักของ Google Search แล้ว
แวดวงคนทำเว็บและ SEO คงรู้กันดีว่ากูเกิลมีอัลกอริทึมต่อต้านสแปมชื่อ "Panda" มาตั้งแต่ปี 2011เอาไว้ต่อต้านเว็บ link farm และเว็บปั่นประเภทต่างๆ เพื่อรักษาคุณภาพของผลการค้นหา
อัลกอริทึม Panda ทำงานแยกจากอัลกอริทึมหลักของ Google Search มานาน แต่ล่าสุดตัวแทนของกูเกิลยืนยันแล้วว่า Panda ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอัลกอริทึมหลักเรียบร้อยแล้ว
กูเกิลไม่ค่อยเผยข้อมูลของ Panda มากนักในช่วงหลัง ข้อมูลล่าสุดที่แวดวง SEO ทราบกันคือเวอร์ชันล่าสุดของ Panda คือ 4.2 ซึ่งเป็นข่าวเมื่อหลายเดือนก่อน ส่วนในแง่ผลกระทบของการรวม Panda เข้ากับอัลกอริทึมหลักก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีผลแค่ไหน
ที่มา - blognone.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



